Smart Startup / สรุปสัมมนา

8 Jun 2018

Entrepreneur Mindset

สรุปการสัมมนาในหัวข้อ “Entrepreneur Mindset”  โดย คุณมาริสรา ศัตรูลี้ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 เวลา 17.40 – 18.40 . ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต ในงาน Smart startup 2018 From Pain to Gain โอกาสสู่ธุรกิจยุคใหม่ ที่ภูเก็ต

นักการตลาดคงคุ้นชินกับหลักการการประกอบการขาย  4P ได้แก่

Product = ขายอะไร ขายใคร
Place = ขายที่ไหน
Price = ขายเท่าไร
Promotion = ขายอย่างไร

ถ้าหากถามว่าหลักการดั้งเดิมนี้ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ก็คงต้องตอบว่ายังเป็นคัมภีร์ชั้นดีของนักการตลาด แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือบริบทรอบข้างและยุคสมัยในปัจจุบัน ซึ่งทำให้หลักการนี้ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นดังนี้

1. Product หรือ ขายอะไรกับใคร

สร้าง Phototype ให้เร็วที่สุด
จากอดีตที่จะต้องสร้าง Phototype สินค้าและบริการให้ออกมาเป็นของจริงที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งต้องใช้เวลาในการทำนาน ปัจจุบันหากทำนาน แน่นอนว่าคุณจะต้องช้ากว่าคนอื่น ดังนั้นคุณจะต้องสร้าง Phototype โดยคร่าว แต่ต้องให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกับเราเพื่อนำเสนอขายอย่างเร็วที่สุด

ทุกอย่างคือการทดสอบ
เมื่อขึ้น Phototype เรียบร้อยแล้วให้นำไปเสนอขายลูกค้าหรือผู้บริโภค เพื่อให้เขาเป็นคนทดสอบให้เรา โดยสิ่งสำคัญสำหรับขั้นตอนนี้คือจะต้องหาคนทดสอบที่ตรงกับกลุ่มที่เราต้องการที่สุด

ลอตใหญ่หายไป ลอตเล็กเข้ามาแทน
จากสมัยก่อนที่การผลิตสินค้าในแต่ละครั้งจะต้องผลิตครั้งละจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันการผลิตสินค้าสามารถสั่งได้จำนวนน้อยลง ทำเป็นเป้นโอกาสสำคัญที่คุณจะสร้างตัวทดสอบให้ผู้บริโภคได้ทดสอบใช้จริง

2. Place = ขายที่ไหน
เนื่องจากปัจจุบันร้านค้าได้ย้ายสถานะไปอยู่บนโลกออนไลน์กันมากขึ้น ทำให้สถานที่ขายสินค้าและบริการย้ายไปอยู่ในโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์แทน และนี้คือสิ่งสำคัญที่นักธุรกิจยุคนี้ต้องปรับตัว โดยต้องหันมาพึ่งช่องทางออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย และสิ่งสำคัญที่สุดในการช่องทางออนไลน์คือการแข่งขันกันสร้างเนื้อหาออกสู่ตลาดบนอินเทอร์เน็ตเพื่อคว้ามาซึ่งยอดขาย

3. Price = ขายเท่าไร
ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ต้องการสินค้าและบริการที่มีคุณภาพดีเท่านั้น เพราะไม่ว่ากี่แบรนด์ก็อาจมีคุณภาพดีเท่ากัน ดังนั้นสินค้าและบริการยุคใหม่จึงจะต้องประกอบไปด้วย Functional + Emotional ซึ่งหากต้องการขายในราคาสูงนั้นจะต้องเน้นที่ Emotional สินค้าและบริการที่สร้างความหวัง สร้างความฝัน สร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ซื้อได้

4. Promotion = ขายอย่างไร
ผู้บริโภคในทุกวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ปัจจัยสี่อีกต่อไป แต่ต้องการประสบการณ์เพิ่มด้วย เช่น Starbuck ไม่ได้ขายแค่กาแฟ แต่ขายบ้านที่สอง, Apple ไม่ได้ขายแค่คอมพิวเตอร์ แต่ขายความเท่และความคูลด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้โปรโมชันการขายแบบเดิมๆ มีผลน้อยลง แต่เรื่องราวหรือ Story telling มีผลต่อใจผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งหลักในการสร้างเรื่องราวที่จะเน้นไปที่ช่องทางออนไลน์ โดยจะต้องทำวิธีต่อไปนี้เพื่อขายสินค้าทางช่องทางออนไลน์ได้อย่างประสบความสำเร็จ

1. Universal of interests
ใครที่ยังมี Target ไม่ชัด ให้ลองตั้งคำถามกับแบรนด์ของตนเอง คือ ใครซื้อเรามากที่สุด แล้วชอบลูกค้ากลุ่มนี้หรือไม่ และยังอยากขายกลุ่มที่มาซื้อมากที่สุดกลุ่มนี้อยู่หรือไม่ ถ้าตอบได้ทั้ง 3 ข้อ จะทำให้ได้ Target ที่ชัดเจนขึ้น เมื่อได้แล้วให้ค้นหาความสนใจของกลุ่ม Target กว้างๆ แล้วลิสต์ข้อมูลที่ได้ออกมา

2. Persona
เมื่อได้ Universal of interests แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำ Persona ซึ่งเป็นการแทนกลุ่ม Target ด้วยคนหนึ่งคนเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น แล้วระบุนิสัย อายุ เพศ ความสนใจ ความต้องการ และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือความกังวลหรือที่หลายคนเรียกว่า Painpoint เพื่อนำสิ่งเหล่านี้ไปพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่และกำหนดวิธีการขายที่ตรงกับกลุ่ม Target

3. A Day in the Life บอกช่วงเวลาในแต่ละวันว่าคนเรา
นอกจากการทำ Persona แล้ว A Day in the Life ก็เป็นสิง่ที่ไม่ควรพลาด เพราะเป้นการสำรวจว่ากลุ่ม Target มีชีวิตใน 1 วันอย่างไรบ้าง ใช้ช่วงเวลาต่างๆ ทำอะไรบ้าง จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจทราบว่าจะขายสินค้าหรือสร้างการรับรู้ให้กลุ่มเป้าหมายเวลาใด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยประหยัดเงินค่าบูสโพสต์ได้เป็นอย่างดี

4. Personal life
การสร้างกิมมิกหรือแคมเปญให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเป็นคนพิเศษ เป็นคนที่เลือกได้ วิธีการนี้จะทำให้เกิดการบอกต่ออย่างรวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะช่องทางโซเชียล เช่น กรณีของโค้กที่ทำแคมเปญแแะชื่อตนเองที่ข้างขวดได้ เพื่อดึงดูดความสนใจให้กลุ่มวัยรุ่นอเมริกาที่หันไปรักสุขภาพกันมากขึ้น หันกลับมาดื่มโค้กิีกครั้งสำเร็จ หรืออย่างร้านลูกชิ้นยำที่เปลี่ยนวิธีขาย ด้วยการให้คนซื้อเลือกตักลูกชิ้นแบบบุฟเฟต์แล้วค่อยนำมาชั่งน้ำหนักและราดน้ำยำ ซึ่งทำให้คนรู้สึกว่ามีสิทธิเลือก แม้ว่าจะต้องจ่ายในราคาที่แพงขึ้นก็ตาม

ทั้งนี้ลักษณะการแบ่งสัดส่วนเนื้อหาในการประชาสัมพันธ์บนโลกออนไลน์ควรแบ่งสัดส่วนดังนี้

50% เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและตรงกับความสนใจของ Target
30% ขายตรงๆ
20% นำเสนอเทรนด์หรือสิ่งที่อ่านแล้วรุ้สึกว่าเข้าถึงง่าย เช่น เรื่องน่ารัก เรื่องตลก

ที่สำคัญสิ่งที่ไม่ว่ายุคสมัยใดก็ห้ามขาดตกบกพร่องก็คือ Human trust ความไว้วางใจ สำหรับบนโลกออนไลน์นั้นการสร้าง Human trust คือการขยันตอบหรือทักทายลูกค้าใน inbox ช่องทางต่างๆ เพราะเขาจะเกิดความรู้สึกว่าเขาเชื่อใจ และเหมือนได้จับต้องสินค้าและบริการนั้นๆ เหมือนมาทดลองที่หน้าร้านเลยทีเดียว

ก้าวกระโดดแบบดิจิทัล

สรุปสัมมนาในหัวข้อ“ก้าวกระโดดแบบดิจิทัล” โดย คุณธีระกฤษ พร้อมมูล เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 เวลา 13.00 – 14.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ตในงาน Smart startup 2018 From Pain to Gain โอกาสสู่ธุรกิจยุคใหม่ ที่ภูเก็ต

ถึงเวลาเลิกอ้างว่า

เทคโนโลยีเป็นเรื่องของเด็กรุ่นใหม่ แต่ทุกวัยสามารถพัฒนาได้เหมือนกัน
Masako Wakamiya คุณยายวัย 81 ปี ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันเกมชื่อดังของญี่ปุ่น ที่ใช้เวลาพัฒนาเพียง 9 เดือน หรือ Reuben Paul หนุ่มน้อยวัย 12 ปี CEO บริษัทเกมและผู้เชี่ยวชาญด้าน Cyber Security นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่การันตีว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขในการพัฒนาธุรกิจแบบก้าวกระโดดเท่านั้น

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อายุเท่าใด ก็สามารถพัฒนาธุรกิจ SME ของคุณให้เติบโตแบบก้าวกระโดดได้ด้วยความคิด เทคนิค และเครื่องมือแบบดิจิทัลได้ ดังนี้

1. Consumer Insight ยุคใหม่

– Age of Now  “เดี๋ยวนี้”
ใจร้อน เมื่อต้องการสิ่งใดต้องซื้อหรือได้รับของได้ทันที เช่น LAZADA GRAB Shopee

– Age of Distraction “ลืมง่าย”
ชอบเสพสิ่งที่สร้างอารมณ์ แต่มักเสพแล้วลืมแบรนด์ เช่น ไทยประกันชีวิต

– Age of Choice “มีทางเลือกและ Free”
มีหลายทางเลือก จึงต้องการเลือกสิ่งที่ดีและฟรี แม้จะต้องแลกกับการให้ข้อมูล เช่น Facebook Youtube

2. เครื่องมือดิจิทัลมาแรง

– Quantum Computer
ระบบประมวลผลคอมพิวเตอร์ที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งถ้านำไมโครชิปหลายร้อยชิปไปใส่โทรศัพท์มือเครื่องเดียว จะทำให้โทรศัพท์มือถือประมวลผลได้จำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้น

– Cloud Computing ระบบและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้จำนวนมหาศาลและสามารถอัพเดตได้แบบเรียลไทม์

– OTT platfrom การดูทีวีในมิติใหม่ เช่น Facebook Line ทั้งดูย้อนหลังและดู Live

– AI ปัญญาประดิษฐ์หรือหุ่นยนต์ที่นำมาในในกระบวนการทำงาน เช่น รถ tesla ใช้แรงงานคนเพียงคนนำชิ้นส่วนการผลิตเข้าระบบกับคนทดสอบรถยนต์เท่านั้น ในส่วนกระบวนการผลิตทั้งหมดใช้หุ่นยนต์

– Biometric ระบบสแกนร่างกาย ทั้งนิ้วมือ ใบหน้า หรือท่าทาง เช่น หัวเหว่ยร่วมมือกับรัฐบาลจีนพัฒนาระบบ Biometric เพื่อจับคนร้ายในเวลา 1 ชั้วโมง

– Cryptocurrency สกุลเงินดิจิทัลที่อาจมาแทนที่เงินสด เช่น บิตคอยน์ซึ่งมีมูลค่ากว่า 500,000 บาท

3. เทคนิกการทำธุรกิจที่ต้องคิดใหม่

– Don’t Start A business, Start A Crusade
อย่าคิดเพียงว่าจะเริ่มทำธุรกิจ แต่ให้เริ่มด้วยการสร้างประสบการณ์หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคน เช่น Adidas มุ่งขายตัวรองเท้า นั่นเป็นการขายธุรกิจ แต่ถ้าบอกว่า Adidas มุ่งสร้างประสบการณ์การวิ่งที่เยี่ยมยอด นั่นคือ Crusade ซึ่งการทำธุรกิจในลักษณะนี้จะทำให้ธุรกิจโตได้ง่ายขึ้น

– Lead with the Crusade, Not a Product
หากต้องการให้ธุรกิจโตเร็วเป็น 10 เท่า คุณจะต้องสร้างตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่เชี่ยวชาญและมั่นใจที่สุด เพื่อครอบครองตลาดนั้นได้อย่างแท้จริง ก่อนที่จะขยายตลาดมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดแต่สินค้าเดิม เช่น Grab เน้นธุรกิจขนส่งตามพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเริ่มจากแท็กซี่ ขยายไปยังมอเตอร์ไซค์ และปัจจุบันขยายเป็น Grabfood เป็นต้น

– Don’t create the customers, Create the Fans(Club)
สร้างแฟนคลับของแบรนด์ให้ได้ ด้วยการเจาะความต้องการของลูกค้าให้พบ แล้วจี้จุดดำให้ได้ เพียงเท่านี้เขาจะกลายมาเป็นแฟนคลับของแบรนด์ ซึ่งไม่ว่าจะออกสินค้าหรือบริการอะไรออกมา พวกเขาก็พร้อมที่จะเลือกใช้ของเราเป็นเจ้าแรก

Lean Startup Workshop

สรุปสัมมนาและ Workshop ในหัวข้อ “Lean Startup Workshop : Digital transformation strategy for digitizing the business” โดย คุณปิยะณัฐ แสงภัทราชัย  ในงาน Smart startup 2018 From Pain to Gain โอกาสสู่ธุรกิจยุคใหม่ วันที่ 9 มิถุนายน 2561 เวลา 14.30 – 16.30 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต

เมื่อเทคโนโลยีโตเร็ว เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และราคาถูกลงมาก จึงเกิดวิกฤตกับธุรกิจที่ก้าวตามไม่ทัน ดังนั้นเราจึงต้องพลิกวิกฤตจะกลับมาเป็นโอกาสให้ได้ แล้วจะปรับตัวอย่างไรบ้าง

1.รู้ว่าตนเองคือ SMEs หรือ Startup

– SMEs คือ ธุรกิจที่เน้นใช้เงินทุนของตนเองหรือกู้ธนาคาร ซึ่งจะมีลักษณะการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นความสมดุลของรายรับและรายจ่าย
– Startup คือ ธุรกิจที่เน้นขอทุนจาก VC ที่สำคัญต้องเติบโตแบบก้าวกระโดดในเวลาอันสั้นหรือ 1000% ในเวลาไม่กี่เดือน

2. รู้ว่าธุรกิจของตนเองอยู่จุดใด

ธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องหันมาขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แบ่งได้ดังนี้
– First s-curve ต่อยอดจาก 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปัจจัยการผลิต เช่น ภูเก็ต
– New S-Curve  เติม 5 อุตสาหกรรมอนาคต โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี
– 2nd Wave S-Curse เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องมีการปฏิรูปใหม่ให้เติบโตต่อไปในยุคของเทคโนโลยีอนาคต

3. ต้องเลือกว่า จะถูก Distrupt หรือ ผู้สร้าง Distruption
หากเลือกว่าจะเป็นผู้สร้าง Distruption ควรจะเริ่มการทำงานแบบ startup ดังนี้

3.1. ข้อห้ามของ startup

– อย่าลืมว่าลูกค้าต้องการอะไร
– อย่าทำแต่งานตรงหน้าจนลืมว่าภาพใหญ่ที่วางไว้ว่า คืออะไร เช่น 6 – 12 เดือน ควรมาดูว่าที่วางกลยุทธ์ไว้ตรงหรือเปล่า ห้ามไหลไปเรื่อยจนเราหาจุดโฟกัสให้ตัวเองไม่ได้
– ลงมือทำ อย่ามัวแต่ฝัน

3.2. เริ่มต้นด้วยคำถามหรือปัญหา

  1. ถามคนซื้อว่า รู้หรือไม่ว่าเรามีสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ปัญหา (pain point) เขาได้
  2. เขาพร้อมจ่ายเงินซื้อของเราหรือไม่
  3. ลูกค้าที่แท้จริงอยู่ตรงไหน ต้องดูดีๆ เช่น โรงเรียนสอนพิเศษ ลูกค้าจริงๆ คือ พ่อแม่เด็กมากกว่าเด็ก
  4. สินค้าที่ผลิตขึ้นมาแก้ปัญหาเขาได้จริงหรือเปล่า

3.3. กำหนด Digitization Strategy เพื่อแก้ปัญหาขององค์กร หรือนำองค์กรเข้าสู่การ Distruption

  1. หาปัญหาในองค์กรของเรามีอะไรบ้าง
  2. หาวิธีแก้ปัญหา
  3. แก้ปัญหา โดยมองว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เช่น การหาแอปพลิเคชันมาช่วย

9 Jun 2018

Lean Startup Workshop

สรุปสัมมนาและ Workshop ในหัวข้อ “Lean Startup Workshop : Digital transformation strategy for digitizing the business” โดย คุณปิยะณัฐ แสงภัทราชัย  ในงาน Smart startup 2018 From Pain to Gain โอกาสสู่ธุรกิจยุคใหม่ วันที่ 9 มิถุนายน 2561 เวลา 14.30 – 16.30 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต

เมื่อเทคโนโลยีโตเร็ว เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และราคาถูกลงมาก จึงเกิดวิกฤตกับธุรกิจที่ก้าวตามไม่ทัน ดังนั้นเราจึงต้องพลิกวิกฤตจะกลับมาเป็นโอกาสให้ได้ แล้วจะปรับตัวอย่างไรบ้าง

1.รู้ว่าตนเองคือ SMEs หรือ Startup

– SMEs คือ ธุรกิจที่เน้นใช้เงินทุนของตนเองหรือกู้ธนาคาร ซึ่งจะมีลักษณะการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นความสมดุลของรายรับและรายจ่าย
– Startup คือ ธุรกิจที่เน้นขอทุนจาก VC ที่สำคัญต้องเติบโตแบบก้าวกระโดดในเวลาอันสั้นหรือ 1000% ในเวลาไม่กี่เดือน

2. รู้ว่าธุรกิจของตนเองอยู่จุดใด

ธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องหันมาขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แบ่งได้ดังนี้
– First s-curve ต่อยอดจาก 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปัจจัยการผลิต เช่น ภูเก็ต
– New S-Curve  เติม 5 อุตสาหกรรมอนาคต โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี
– 2nd Wave S-Curse เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องมีการปฏิรูปใหม่ให้เติบโตต่อไปในยุคของเทคโนโลยีอนาคต

3. ต้องเลือกว่า จะถูก Distrupt หรือ ผู้สร้าง Distruption
หากเลือกว่าจะเป็นผู้สร้าง Distruption ควรจะเริ่มการทำงานแบบ startup ดังนี้

3.1. ข้อห้ามของ startup

– อย่าลืมว่าลูกค้าต้องการอะไร
– อย่าทำแต่งานตรงหน้าจนลืมว่าภาพใหญ่ที่วางไว้ว่า คืออะไร เช่น 6 – 12 เดือน ควรมาดูว่าที่วางกลยุทธ์ไว้ตรงหรือเปล่า ห้ามไหลไปเรื่อยจนเราหาจุดโฟกัสให้ตัวเองไม่ได้
– ลงมือทำ อย่ามัวแต่ฝัน

3.2. เริ่มต้นด้วยคำถามหรือปัญหา

  1. ถามคนซื้อว่า รู้หรือไม่ว่าเรามีสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ปัญหา (pain point) เขาได้
  2. เขาพร้อมจ่ายเงินซื้อของเราหรือไม่
  3. ลูกค้าที่แท้จริงอยู่ตรงไหน ต้องดูดีๆ เช่น โรงเรียนสอนพิเศษ ลูกค้าจริงๆ คือ พ่อแม่เด็กมากกว่าเด็ก
  4. สินค้าที่ผลิตขึ้นมาแก้ปัญหาเขาได้จริงหรือเปล่า

3.3. กำหนด Digitization Strategy เพื่อแก้ปัญหาขององค์กร หรือนำองค์กรเข้าสู่การ Distruption

  1. หาปัญหาในองค์กรของเรามีอะไรบ้าง
  2. หาวิธีแก้ปัญหา
  3. แก้ปัญหา โดยมองว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เช่น การหาแอปพลิเคชันมาช่วย

Digital in The Future

📣 สรุปสัมมนา หัวข้อ “Digital in The Future” ต่อยอดคุณค่าธุรกิจด้วยดิจิทัล โดย คุณจิรวัฒน์ กรัณย์วิทยากร ในงาน Smart startup 2018 From Pain to Gain โอกาสสู่ธุรกิจยุคใหม่ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2561 เวลา 13.00 – 14.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต

เมื่อเอกสารเป็นชิ้นส่วนเริ่มล้นโลกและยากต่อการค้นหาข้อมูล นวัตกรรมอย่าง Cloud จึงเข้ามาแทนที่ เพราะ Cloud คือระบบการจัดเก็บข้อมูลที่สามารถอัพเดตได้ตลอดเวลาแบบเรียลไทม์ มีขนาดการจัดเก็บที่มหาศาล ที่สำคัญไม่ต้องกลัวหายและสามารถเรียกข้อมูลมาใช้ที่ไหนเมื่อไรก็ได้ที่คุณต้องการ โดยมีเครื่องมือสำหรับธุรกิจ 8 ตัวที่ข้อมูลทุกอย่างจะถูกจัดเก็บไว้บน cloud ซึ่งนักธุรกิจในยุคปัจจุบันควรนำมาใช้ ดังนี้

  1. Google drive พื้นที่เก็บงานบนโลกออนไลน์ฟรี
  2. Google docs ทำงานเหมือน Microsoft word ทุกอย่าง แต่จะเป็นระบบออนไลน์ ซึ่งเราและผู้ที่เราแชร์ข้อมูลให้ สามารถแก้ไข หรือเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา และถ้าหากต้องการ Save ในรูปแบบ Microsoft word ก็สามารถทำได้ หรือป้องกันการลอกข้อความก็ได้เช่นกัน
  3. Google sheets ทำงานเหมือน excel แต่จะเป็นระบบออนไลน์
  4. Google slides ทำงานเหมือน power point แต่จะเป็นระบบออนไลน์
  5. Google forms ระบบทำแบบฟอร์มต่างๆ ทั้งระบบสมาขิก สมัครเข้าร่วมงาน แบบทดสอบ คำถามหรือความคิดเห็น
  6. Google calendar ปฏิทินออนไลน์ ที่สามารถช่วยนัดประชุม เช็กตารางงาน  พร้อมการแจ้งเตือนตนเองหรือบุคคลที่เราเชิญ รวมถึงยังสามารถ conference ได้ฟรี เพื่อประชุมหรือสัมภาษณ์งาน
  7. Google maps แผนที่ออนไลน์ที่ทุกคนคุ้นชิน ซึ่งสามารถนำมาช่วยในทางธุรกิจในเรื่องของการปักหมุดบริษัทของตนเอง โดยเข้าไปที่ business.google.com แล้ว add locations และกรอกข้อมูลบริษัท โดยจะมีจดหมายและ Code ส่งมาให้ยืนยันตัว
  8. เว็บสร้าง QRcode เพื่อเก็บ url ข้อมูลไว้ เพื่อความสะดวกและลดการพิมพ์

10 Jun 2018

Branding DIY: – Digital Branding

สรุปสัมมนาในหัวข้อ “Branding DIY: – Digital Branding : Brand and Rebrand Strategy” โดย คุณสุทธิเกียรติ จันทร์ชัยโรจน์ ในงาน Smart Startup 2018 วันที่ 10 มิถุนายน 2561 เวลา 16.30 – 18.30 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต

แบรนด์คืออะไร

แบรนด์คือ ตัวตนของเราที่แสดงออกมาให้คนอื่นเห็นได้อย่างชัดเจน และสามารถรับรู้ได้ถึงเป้าหมาย บุคลิก หรือลักษณะที่มีความแต่งต่างจากผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่แค่ชื่อ สัญลักษณ์หรือโลโก้เท่านั้น

1. สิ่งที่แบรนด์ต้องมี

– Position จุดยืนของแบรนด์ที่หนักแน่ และไม่ค่อยซ้ำใคร
– Personality บุคลิกภาพที่ชัดเจน
– Value คุณค่าของแบรนด์ ทำให้รู้สึกว่าใช้แบรนด์นี้แล้วมีความภูมิใจ
– Attribute รูปร่างหน้าตาภายนอกที่จะทำให้เกิดการจดจำ

2. การเชื่อมแบรนด์กับส่วนผสมทางการตลาด

– Customer คุณค่าที่ลูกค้ามองหาในผลิตภัณฑ์ ถ้าสินค้านั้นๆ มีอยู่แล้ว เราจะต้องทำให้เหนือกว่า
– Cost ต้นทุนของลูกค้าว่าเขาพึงพอใจว่าจะจ่ายเท่าไร ทำไมเขาถึงจะต้องซื้อเรา โดยลองเอาสินค้าไปสำรวจกับลูกค้าก่อนว่าของแบบนี้เขาพร้อมจะจ่ายเท่าไร เพื่อจะได้ตั้งราคาได้ง่ายขึ้น
– ความสะดวกสบายของลูกค้า ในปัจจุบันมีหลายช่องทางเช่นร้านค้าดั้งเดิม ร้านค้าแบบใหม่ และออนไลน์
– การสื่อสารถึงลูกค้า ด้วยการเครื่องมือต่างๆ โดยเฉพาะออนไลน์

และสิ่งสำคัญที่สุดในการทำแบรนด์คือ ต้องตอบให้ได้ว่า ทำไมลูกค้าต้องเลือกคุณ และเรามีอะไรที่ดีกว่า

Making Social Innovation/Bringing new ideas to life

Making Social Innovation:Bringing new ideas to life  โดย ดร.ปุญญภณ เทพประสิทธิ์, CSO MVP CONSULTANT

Social Innovation คือ แนวคิด ไอเดีย หรือนวัตกรรมต่างๆที่สร้างขึ้นมาเพื่อขายให้ได้กำไร ในขณะเดียวกันสิ่งนั้นก็ต้องไม่สร้างผลประทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชนและสังคม อีกทั้งยังต้องมีการทำธุรกิจที่โปร่งใส สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองได้ แบ่งเป็นทั้งหมด 4 ประเภท ได้แก่

  1. พัฒนาจากสินค้าเดิม เช่น ZIPCAR บริการรถให้เช่า โดยมีระบบติดตามรถ ซึ่งสามารถจอดทิ้งไว้ที่ไหนก็ได้, Rebox ผลิตรองเท้าจากผ้าฝ้ายและข้าวโพด ถ้าเบื่อแล้วให้เอามาคืน Rebox จะนำไปทำเป็นปุ๋ยปลูกข้าวโพดต่อไป
  2. สร้างสิ่งใหม่หรือสร้างจากงานวิจัยใหม่ๆ เช่น ประเทศบราซิลให้คนในชุมชนร่วมกันโหวตว่า ต้องการสิ่งใดใหม่ๆ ในชุมชนของตน
  3. สร้างจากกฎระเบียบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ประเทศเดนมาร์กให้ผู้สูงอายุตัดสินใจด้วยตนเองว่า ตัวงบประมาณส่วนของพวกเขานั้น จะให้ใช้อย่างไร เพื่อจะให้ไม่เป็นภาระของระบบประกันสังคมของประเทศ
  4. ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร เช่น ประเทศเปรูมีการผลิตน้ำดื่ม โดยรายได้ที่ได้มาจะมีการหักเข้าสู่ภาคส่วนของกระบวนการจัดการน้ำ

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่วงการ Social Innovation คุณจะต้องคิดกลับไปกลับมาให้ละเอียดและรอบคอบ จนตกผลึก แล้วจึงผลิตออกมาขาย โดยต้องยึด Mindset ที่ว่า

“ทำอะไรที่มีรายได้ แล้วสร้างประโยชน์ให้สังคมได้”

SME Success Case/ นวัตกรรมทางความคิด

SME Success Case: นวัตกรรมทางความคิด สู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต โดย คุณประเสริฐ ใจเพช, Business Unit Director Baania

7,593 พันล้าน คือตัวเลขของประชากรในโลกในปัจจุบัน ซึ่งคนในเขตเมืองเกือบทั้งหมดสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้แล้ว ตัวเลขเหล่านี้สามารถบ่งบอกได้ว่าผู้บริโภคมีความซับซ้อนมากขึ้น จากการหาข้อมูล การเปรียบเทียบข้อมูล ดังนั้นหากธุรกิจของคุณยังไม่มีอินเทอร์เน็ตเข้ามาเกี่ยวข้อง ถึงเวลาที่ธุรกิจของคุณจะใช้อินเทอร์เน็ต เพราะคนไทยเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตนำไปสู่โอกาสที่ดีกว่า แต่ขณะเดียวกันก็กังวลเรื่องความปลอดภัยเช่นเดียวกัน โดยสังเกตได้ว่าธนาคารในประเทศไทยมีการปรับตัวเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้งทุกธนาคาร เช่นเดียวกับค่ายโทรศัพท์ต่างๆที่มีการจ่ายเงินหรือติดต่อเรื่องต่างๆทางออนไลน์ นอกจากนั้น ปตท. และ SCG ก็ปรับตัวเช่นเดียวกัน หากมองตัวอย่างที่ใกล้ตัวขึ้นมาหน่อยก็อย่างเช่น Baania ที่ปรับตัวจากนิตยสารเกี่ยวกับบ้าน ได้เงินจากการขายโฆษณา ได้เปลี่ยนตัวเองเข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์ โดยกลายเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมบ้าน คอนโดที่มากที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งยังช่วยลดเวลาการซื้อบ้านจาก 9 เดือน เหลือเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น อีกทั้งยังจับคู่ให้ผู้ซื้อและผู้ขายอย่างเหมาะสม เป็นต้น

จะเริ่มเปลี่ยนอย่างไรดี

  1. คิดใหม่ ต้องมองลูกค้าให้มีมูลค่ามากขึ้น มีมิติให้มากขึ้น
  2. คุยกับทีมว่า เห็นด้วยหรือในการเปลี่ยนแปลง หรือจะปรับเปลี่ยนรูปแบบบริษัทอย่างไรให้อยู่รอด
  3. ตามหาเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมกับเรา
  4. หาที่ปรึกษา โดยหากเป็นที่นครราชสีมา สามารถไปได้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นต้น

SME Success Case: Design Thinking

SME Success Case: Design Thinking : สร้างโอกาสธุรกิจใหม่ด้วยนวัตกรรม โดยคุณขวัญชัย ห้วยลึก, Co-Founder, MEHUB Group

ทราบกันดีอยู่แล้วว่า กระบวนการ Design thinking คือ

  1. หาปัญหา
  2. ปัญหานี้สำคัญอย่างไร
  3. แล้วจะแก้ได้อย่างไร
  4. สร้างตัวต้นแบบขึ้นมาทดลองแบบไหนดี
  5. ทดสอบว่า ดีหรือไม่ สำเร็จหรือไม่

กระบวนการเหล่านี้หลายท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าคืออะไร และมีหลักการอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้กระบวนการนี้ไม่สามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้อย่างสำเร็จเท่าที่ควร เพราะหลายคนลืมคิดถึงการใช้งานจริงของผู้บริโภคในตอนเริ่มต้น เช่น ผู้ใช้จะใช้อย่างไร ถ้าผลิตจะขายได้หรือเปล่า แก้ปัญหาเขาได้จริงหรือไม่ เป็นต้น  โดยสิ่งที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ก็คือ การสัมภาษณ์ผู้บริโภค

สัมภาษณ์ผู้บริโภคอย่างไรให้สำเร็จ

  1. แนะนำตัวเองและแนะนำสิ่งที่ทำ โดยเล่าด้วยการกระตุ้นเรื่องราว สร้าง Storytelling ให้ผู้บริโภคคล้อยตาม 2. สังเกตอารมณ์ของคนที่สัมภาษณ์ ว่ามีอากัปกิริยาอย่างไร ชอบหรือไม่ โอเคหรือเปล่า สนใจหรือเปล่า ซึ่งถ้าเขาดูโอเค ให้เริ่มคำถามที่เราต้องการคำตอบ
  2. สรุปผลและขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์

แนวทางคำถาม

ฉัน(ผู้ให้สัมภาษณ์)คือใคร

ฉัน(ผู้ให้สัมภาษณ์)พูดว่า

ฉัน(ผู้ให้สัมภาษณ์)คิดว่า

ถ้า….

ซึ่งในการถามนั้น ห้ามชี้นำการตอบของผู้ให้สัมภาษณ์ โดยให้ผู้ให้สัมภาษณ์พูดออกมาเอง แล้วจดข้อมูล เพื่อนำมาทำ Persona

Design Thinking: Create new value for your business

โดย คุณเอริกา เมษินทรีย์ EDUpreneur – new-gen capacity building through entrepreneurship

สาระสำคัญ

การสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจของเราเอง ต้องเริ่มจากการสร้างแบรนด์ (Branding) ยกตัวอย่างเช่น Harley Davidson เป็นแบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่มีราคาแพง หลายคนชื่นชอบถึงแม้กระทั่งสักบนเรือนร่างของตนเอง ถึงแม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ Harley Davidson ก็ตาม ดังนั้น การสร้างแบรนด์ให้ดีต้องตอบโจทย์ และ เข้าถึงความรู้สึกทางใจกลุ่มคนหมู่มากถึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

การสร้างแบรนด์ (Branding) ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ สำคัญ ดังนี้

> กลุ่มลูกค้า หรือ กลุ่มเป้าหมาย เช่น เพศ วัย ความต้องการของลูกค้า

> การใช้งาน (Useful – Usable – Desirable) เช่น การใช้งานที่ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของลูกค้า เช่น สวยงาม ใช้งานได้ง่าย

การสร้าง Value ของสินค้า

การสร้าง Value ของสินค้า ต้องมีการสื่อสารถึงลูกค้า หรือ กลุ่มเป้าหมายอีกด้วย ดังนั้น การสร้างมูลค่าของสินค้า ต้องมี Identity หรือ เอกลักษณ์ที่โดดเด่น รวมไปถึงมี Key MEssage. ที่สามารถส่งถึงกล่มเป้าหมาย สร้างการจดจำให้กับลูกค้าได้

หลักการคำนึงถึงการสร้างมูลค่าให้กับสินค้า ดังนี้

  1. Identity  สร้างจุดเด่น หรือ เอกลักษณ์ของสินค้า รวมไปถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า
  2. Message มาจากโฆษณา หรือ สิ่งที่สินค้าสร้างออกมาให้ลูกค้าจดจำ เช่น Slogan ของสินค้า หรือ Service ที่ให้บริการ เป็นต้น
  3. Benefit (Something Unique) ต้องลึกกว่า สี แต่เน้นที่ไปที่อารมณ์มากกว่านั้น เป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องสร้างให้ทำได้ เช่น ง่าย แต่ใช้ได้เป็นประโยชน์จริงๆ

How to ignite your creativity

โดย คุณรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ CEO บริษัท คิว คิว จํากัด

สาระสำคัญ

แนวคิดการคิดและสร้างธุรกิจของตนเอง

ธุรกิจที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ เกิดจากความเจ็บปวดส่งผลให้สามารถคิดหาวิธีการในการแก้ปัญหาที่หลากหลายรูปแบบ เมื่อแก้ปัญหาได้แล้ว สิ่งนี้จะสามารถคิดเป็นเงินได้ไหม และ มีใครยอมจ่ายให้กับวิธีการแก้ปัญหาแบบนี้ หรือไม่ ? มาเรียนรู้วิธีการคิดธุรกิจแบบไม่ยาก ดังนี้

การสร้างมูลค่า หรือ (Value Proposition)

สิ่งที่จะทำให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินให้กับธุรกิจ คือคุณค่าดังนั้นต้องลองคิดทบทวนใน 3 ข้อ ดังนี้
1. “
คุณค่าของผลิตภัณฑ์นั้นคืออะไรที่สามารถทำให้ลูกค้ายอมจ่าย

2. “Pain” ของลูกค้า คือ อะไร และ สินค้า หรือ บริการของเราตอบโจทย์นั้นได้อย่างแท้จริง

3. “Solution” กล่าวคือ Product หรือ Service ที่แก้ปัญหาของความเจ็บปวดนั้นมีคุณค่า และ ใช้ได้จริง (Practical)

วิธีการหาลูกค้า (Customer Segment)

ให้วางธุรกิจ (Product / Service) ไว้ตรงกลาง และ มองให้ครบทุกมุมมอง เช่น ขายใคร เช่น เพศ หรือ วัย ขายบริษัท ประเภทไหน Corporate เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ ต้องศึกษาวิธีการประกอบธุรกิจให้ครอบคลุมธุรกิจเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Revenue Stream ช่องทางการขาย (Channels) Key partners รวมไปถึงการคิดครอบคลุมเรื่องของค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้น (Cost Structure) เป็นต้น เพื่อให้สามารถประกอบธุรกิจได้ประสบความสำเร็จและยั่งยืนในอนาคต

SME Success Case: นวัตกรรมสรรค์สร้างธุรกิจให้โตอย่างก้าวกระโดดได้อย่างไร?

คุณสุทธิพงศ์ สุทธินราพรรณ ผู้บริหาร จาก Line@ x The Runway Agency

สาระสำคัญ

ปัจจุบันนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้เท่าทันกับลักษณะดังกล่าว และ ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมกับเครืื่องมือเทคโนโลยีในปัจจุบัน อาทิ เว็บไซต์ LINE Facebook Twitter เป็นต้น โดยเฉพาะแพลตฟอร์มมือถือต่างๆ เป็นต้น ที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณรุ่งขึ้นในชั่วเวลาข้ามคืน

สิ่งทีต้องคำนึง คือ

1. พฤติกรรมผู้บริโภค (Customer Behavior) เช่น การเสพข้อมูล หรือ คอนเทนออนไลน์ ที่มีการบริการคู่ขนานทั้งโลกดิจิทัล และ แพลตฟอร์มต่างๆ เป็นต้น เทรนด์ใหม่กำลังจะมา คือ สังคมไร้เงินสด เช่น การซื้อของผ่านตู้ Bluepay สามารถซื้อสินค้าราคาพิเศษโดยไม่ใช้เงินสด เป็นต้น

2. พฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ (Online Shopping) ปัจจุบันเลือกซื้อได้ง่าย สะดวก ชำระผ่านบัตรเครดิต และ จัดส่งให้ถึงบ้าน เป็นต้น ดังนั้น หากคิดจะขายของออนไลน์ แนะนำให้เปิดร้านกับ e-commerce ไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะจะทำให้ร้านของคุณเป็น member ระยะยาว และ ได้รับความน่าเชื่อถือจาก e-commerce platform รวมไปถึงความน่าเชื่อถือต่อลูกค้าอีกด้วย

สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้และสร้างความแตกต่าง ดังนี้ 

  1. การขายของออนไลน์ ผู้ประกอบการต้องสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า (Seamless Experiences)
  2. การใส่ใจผู้บริโภค เช่น กาแฟสตาร์บัคที่สร้างประสบการณ์ที่ดี เช่น การเขียนชื่อลูกค้า การสอบถามเรื่องวิปครีม การใส่นม fat หรือ non-fat  เป็นต้น
  3. ต้องรู้จักช่องทางในการประชาสัมพันธ์ เช่น IG ใช้เพื่อนำเสนอภาพ Facebook ใช้ในการนำเสนอวิดีโอ ข้อความ LINE@ หรือ ช่องท่างอื่นๆ ที่ลูกค้าใช้งาน เป็นต้น